บทความทั่วไป

YSL ออกมาสร้างแบรนด์ เพราะเคยถูก Dior หักหลัง!?

แบรนด์ที่หลายคนเรียกว่า “YSL” จริงๆแล้วชื่ออ่านว่า  Yves Saint Laurent (อีฟว์ แซ็ง โลร็อง) เป็นแบนสัญชาติฝรั่งเศสในปัจจุบันก็รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ในนามของแบรนด์แฟชั่นชั้นนำของโลก

จุดเริ่มต้นของแบรนด์เกิดจากผู้ชายที่มีชื่อว่า  Yves Henri Donat Mathieu-Saint-Laurent (อีฟว์ อ็องรี ดอนา มาตีเยอ-แซ็ง-โลร็อง) เกิดวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ.1936 เขาไม่ใช่ชาวฝรั่งเศส จริงๆแล้วเขาคือคนสัญชาติแอลจีเรีย เกิดที่เมืองออราณ ประเทศแอลจีเรีย งานอดิเรกของเขาในวัยเด็กก็คือ

เขาเป็นคนที่ชอบพับกระดาษ โดยจะเอากระดาษมาทำเป็นรูปทรงต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่โลร็องชอบที่สุดก็คือการพับกระดาษมาเป็นรูปตุ๊กตา พอโตมาอีกหน่อย    โลร็อง เริ่มเปลี่ยนความสนใจจากการพับกระดาษ มาเป็นการตัดเย็บเสื้อผ้าแทน โดยเขามีไอเดียหลายอย่างมีไอเดียเกิดขึ้นในหัวอยู่ตลอดเวลาว่าอยากจะทำเสื้อผ้าให้เป็นรูปแบบรูปทรงต่างๆ ในแบบที่เป็นจินตนาการของโลร็อง และลูกค้าคนแรกของเค้าก็คือคุณแม่เค้าออกแบบเสื้อผ้ามาให้คุณแม่ใส่เป็นคนแรก

โดยตั้งแต่ตอนเด็กเขามีความหลงใหลตรงนี้หลังที่ตัดให้คุณแม่ใส่แล้วก็ตัดให้น้องสาวใส่ด้วยเช่นกัน จุดเปลี่ยนของชีวิตของโลร็อง เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1953 ก็คือในวันที่เขามีอายุ 17ปี เขาไปเข้าการประกวดการประกวดหนึ่งก็คือการประกวด Young Fashion Designer โดยงานนี้ผลงานที่เค้าส่งเข้าไปก็คือเสื้อผ้าที่เขาออกแบบเองวาดแบบเอง ทั้งหมดสามตัวด้วยกัน ปรากฏว่าผลงานของโลร็อง ไปเข้าตากรรมการ และหนึ่งในสามรูปของเขาก็ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่2 ของการแข่งขันนั้น งานแข่งขันนี้เจ้าภาพที่จัดเป็นบริษัทที่มาจากฝรั่งเศส โลร็อง จึงได้การรับเชิญไปรับรางวัลที่ประเทศฝรั่งเศส และนี่คือจุดเริ่มต้นของวงการแฟชั่นของโลร็อง

ระหว่างที่เขาเดินทางไปฝรั่งเศสเค้าได้มีโอกาสไปพบกับผู้ชายคนหนึ่งชื่อว่า Michell de Brunhoff ซึ่งเป็นบรรณาธิการนิตยสารชื่อดัง “VOGUE” ซึ่งเขาได้คุยไปคุยมามิเชลล์ได้ขอดูผลงานของโลร็อง ปรากฏว่ามิเชลล์ชอบผลงานทั้งสามของโลร็องถึงแม้ว่าจะได้รางวัลอันเดียว และเขาเห็นว่าโลร็องเป็นดาวรุ่งในอนาคตวงการแฟชั่นได้อย่างแน่นอน ด้วยความเอ็นดูมิเชลล์ก็เลยส่งให้โลร็องเข้าไปเรียนที่ Chambre Syndicale de la Couture ซึ่งเป็นสถาบันสอนเรื่องการออกแบบแฟชั่นดีไซน์

โดยเฉพาะเรื่องของเสื้อผ้าที่โด่งดังมากในยุคนั้น ซึ่งตอนนั้นโลร็องยังเรียนไม่จบชั้นมัธยมปลาย ก็เลยให้คำมั่นสัญญาไว้ว่าเขาจะกลับมาเรียน แล้วพออายุครบ 18ปี เขาก็ย้ายมาอยู่ที่ฝรั่งเศสและเข้าเรียนที่นี่ สถาบันนี้เป็นสถาบันที่เข้ายากมาก พอโลร็องเข้ามาแล้วเรียนไปได้สักพักหนึ่งเขาก็ค้นพบตัวเองว่าจริงๆแล้วเขาไม่ได้ชอบที่จะเรียนที่นี่ขนาดนั้น โลร็องก็ได้ตัดสินใจ ลาออกตั้งแต่เรียนไม่จบ หลังจากลาออกมาเค้าก็ได้มีเวลาว่างที่คิดว่าอยากจะทำอะไรดี โลร็องก็ได้คิดออกว่าเขายังมีความสุขที่จะได้ออกแบบเสื้อผ้าในสไตล์ของเขา ไม่จำเป็นต้องไปเรียนรูปแบบของใครมาไม่จำเป็นต้องมาให้อาจารย์บอกว่าคุณต้องทำยังไง แต่อยากจะออกแบบดีไซน์มาเป็นรูปแบบที่ตัวเองชอบด้วยตัวเอง สุดท้ายโลร็องก็เลยคิดอยากจะออกแบบเสื้อผ้าชิ้นหนึ่ง แล้วก็ชิ้นนี้เอาไปส่งแข่งประกวดในโครงการเดิม ปรากฏว่าเมื่อเอาไปส่งแข่งเข้าประกวด ครั้งนี้ได้รางวัลชนะเลิศอันดับ1 ในการแข่งขันครั้งนั้น พอได้รางวัลชนะเลิศอันดับหนึ่งโลร็อง ก็ได้ติดต่อไปหามิเชลล์ที่เป็นบรรณาธิการหนังสือนิตยสาร VOGUE

วันนี้คือผลงานชิ้นใหม่ที่โลร็องออกแบบมา พอมิเชลล์ได้เห็นผลงานชิ้นนั้นก็ตกตะลึงมากและบอกว่านี่มันเหมือนผลงานนี่มันเหมือนลายเส้นของคุณ Christian Dior เจ้าของแบรนด์เนม Dior ที่มีชื่อเสียงซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของมิเชลล์  มิเชลล์จึงได้ส่งรูปนี้ไปให้คริสตีย็อง ดียอร์ ดูทันที เมื่อคริสตีย็อง ดียอร์ได้รับรูปงานออกแบบของโรล็อง เขาตกใจมากและบอกว่า นี่คืออัจฉริยะคนใหม่ที่จะขึ้นมาเฉิดฉายในวงการแฟชั่น หลังจากนั้น คริสตีย็อง ดียอร์ ได้ทาบทามโลร็องให้เค้ามาช่วยงาน

มาช่วยเป็นมือขวาในการออกแบบและบริหาร Dior ช่วงเวลาที่โลร็องทำงานในDior ได้เรียนรู้ในเรื่องการออกแบบการบริหารการบริหารการกระจายสินค้าและการควบคุมคุณภาพต่างๆไปด้วย ภายหลังต่อมาที่คริสตีย็อง ดียอร์ เสียชีวิตลงในปี ค.ศ.1957 คนที่เข้ามาเป็นหัวหน้าห้องเสื้อDiorต่อก็คือโลร็อง นั่นหมายความว่าผลงานการออกแบบต่างๆของแบรนด์Diorต่อจากนั้นก็จะเป็นผลงานของโลร็อง และโลร็อง ยังช่วยให้บริษัทสามารถที่จะพลิกฟื้นขึ้นมาได้จากการเจอปัญหาการถดถอยทางเศรษฐกิจ คนซื้อของเหล่านี้น้อยลงยอดขายตกต่ำลง โลร็อง คือคนที่อยู่เบื้องหลังการกอบกู้วิกฤติในครั้งนี้

และหลังจากนั้นไม่นานเขาก็ได้ถูกกองทัพเรียกไปเกณฑ์ทหาร และหลังจากเกณฑ์ทหารไปได้ 20วันเค้าก็ถูกกองทัพปล่อยออกมาเหตุผลเพราะว่าเขามีความเครียดเกินไป และเขาช่วงที่ไปเกณฑ์ทหารถูกภายในบริษัท Dior ปลดออกจากการเป็นผู้บริหาร และแต่งตั้งคนอื่นขึ้นมาแทน หลังจากนั้นหลายปีโรล็องก็ได้สร้างแบรนด์ขึ้นมาเองและประสบความสำเร็จโด่งดังไปทั่วโลกภายใต้ชื่อของเขาเอง “Yves Saint Laurent”