scar
บทความทั่วไป

ทำความรู้จักกับ รอยแผลเป็น

ทำความรู้จักกับ รอยแผลเป็น Scar

โดยในแต่ละวันของการใช้ชีวิตในโลกยุคปัจจุบันนี้ คงจะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิด รอยแผล Scar เลย ก็คงจะทำไม่ได้ เพราะในสมัยนี้ ที่มีทั้งกินกรรมที่อยู่ในลักษณะผาดโผนต่าง ๆ อาทิเช่น การเล่นเสริฟบอร์ด เล่นสเก็ตบอร์ด หรือ การการปั่นจักรยาน แต่อันที่จริงแล้ว ไม่ว่าเราจะทำกิจกรรมอะไรก็แล้วแต่ มันอาจจะส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุจนทำให้เกิดรอยแผลเป็นขึ้นมาได้ เสมอ  การเดิน วิ่ง กระโดด หากไม่ระวังก็สามารถทำให้เกิดอบัติเหตุได้ ดังนั้นบทความนี้ เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ  รอยแผลเป็นกัน ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร มีกี่แบบ และจะมีวิธีการดูแลรักษาอย่างไร

 

รอยแผล Scar คืออะไร?

เรื่องของ รอยแผลเป็น เกิดจากกระบวนการของร่างกายที่ทำการรักษาแผลที่เกิดจากการฉีกขาดของเนื้อเยื่อ โดยจะมีการสร้างเนื้อเยื่อที่เป็นคอลลาเจนมาทดแทนเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายไป ซึ่งเป็นกระบวนการรักษาแผลตามธรรมชาติของร่างกาย ซึ่งเมื่อแผลหายดีแล้วก็จะทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้ โดยแผลที่มักทำให้เกิดแผลรอยแผลเป็นก็ได้แก่ แผลจากอุบัติเหตุ ถูกของมีคมบาด แผลผ่าตัด แผลปลูกฝี ฉีดวัคซีน แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก แผลสิว แผลจากโรคอีสุกอีใส แผลจากรอยสัก เป็นต้น และนอกจากจะเป็นรอยแผลที่ผิวหนังภายนอกแล้ว ยังเกิดขึ้นได้กับอวัยวะภายในอีกด้วย

 

โดยปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดแผลเป็นจะเกิดได้มากน้อยก็ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย ได้แก่

  1. ระดับความรุนแรงของแผลหรือการฉีกขาดของเนื้อเยื่อตื้นลึกเพียงใด
  2. วิธีของการรักษาแผลของเราว่ารักษาแผลดีแค่ไหน

 

โดยถ้าหากมีการดูแลรักษาที่ดีและทำให้แผลหายเร็ว ปัจจัยที่จะเกิดแผลเป็นก็จะลดน้อยลงไปด้วย  ซึ่งโดยปกติแล้วเมื่อหายเป็นปกติแล้วก็มักจะทิ้งรอยแผลเป็นที่มีลักษณะเป็นสีแดงหรือสีน้ำตาลและนูนเอาไว้ แต่เมื่อปล่อยทิ้งไว้ตามธรรมชาติประมาณ 1-2 ปีเป็นต้นไป แผลเป็นที่เกิดขึ้นนั้นก็จะทำการจางลงพร้อมทั้งแบนราบลงได้เอง

 

รอยแผลเป็นมีกี่ชนิด?

แผลเป็นนูน จะมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ ได้แก่

1.แผลเป็นนูนหนาธรรมดา หรือ แผลเป็นนูนชนิดเกิดเฉพาะบนตัวแผล (Hypertrophic) คือ แผลเป็นที่เป็นสีแดงและนูนขึ้นมาจากผิวหนังปกติ แต่ยังอยู่ในขอบเขตของรอยแผลเดิม โดยแผลชนิดนี้เป็นชนิดนี้เกิดจากการสร้างคอลลาเจนของร่างกายที่มากจนเกินไป โดยมักจะเกิดขึ้นภายใน 1 เดือน หลังแผลหาย และจะค่อย ๆ ยุบตัวแบนราบลงเมื่อเวลาผ่านไปเป็นเดือนหรือเป็นปี

 

2.รอยแผลเป็นที่มีลักษณะเป็นรอยนูน ชนิดที่มีการลุกลามออกนอกตัวแผล หรือ แผลเป็นคีลอยด์ (Keloid) คือ แผลเป็นที่มีอาการนูนและแดงคล้ายกับแผลเป็นที่มีลักษระนูนและหนาในชนิดแรก โดยตัวแผลมักนูนเหนือผิวหนังตั้งแต่ 4 มิลลิเมตรขึ้นไป และมักเกิดตามหลังแผลหายแล้วอย่างน้อย 3 เดือนไปแล้ว โดยจะมีความผิดปกติที่ทำให้เกิดการขยายตัวกว้างขึ้นเรื่อย ๆ เข้าสู่เนื้อเยื่อโดยรอบของแผลแรกเริ่ม ไม่ยุบหายไปเอง โดยมักจะเกิดขึ้นบริเวณหัวไหล่ ต้นแขน ผนังหน้าอก และบริเวณ

 

วิธีรักษาแผลเป็น

การป้องกันไม่ให้เกิดแผลเป็นขึ้นนั้น สิ่งที่สำคัญเป็นอย่างแร และควรใส่ใจเป็นที่สุด คือ ควรลดสาเหตุและระดับความรุนแรงของการเกิดแผลให้ได้ แต่ถ้าหากเกิดแผลขึ้นแล้ว คุณควรดูแลรักษาความสะอาดของแผลอย่างเหมาะสมเพื่อให้แผลหายเร็วที่สุด เพราะยิ่งแผลหายเร็วเท่าใด โอกาสที่จะเกิดแผลเป็น ก็จะน้อยลงหรือเบาบางลงด้วย ส่วนปัจจัยอื่น ๆ ที่มีผลต่อการหายของแผลก็ได้แก่ อายุ การขาดอาหาร การสูบบุหรี่ อุณหภูมิ ความชื้น ความเป็นกรดด่าง ออกซิเจน และยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ ซึ่งจากการศึกษาพบว่าแผลจะหายได้เร็วขึ้นเมื่ออยู่ในสภาวะแวดล้อมที่มีอุณหภูมิอบอุ่นได้ดีกว่าอากาศเย็น ส่วนความชื้น ความเป็นกรดด่าง และออกซิเจนก็ช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้นเช่นกัน

การปล่อยให้แผลเป็น ให้จางลงเองตามธรรมชาติ แผลเป็นอาจจะหดและจางลงได้เองในระดับหนึ่ง ดังนั้นศัลยแพทย์ตกแต่งส่วนมากจึงแนะนำให้ทิ้งไว้เฉย ๆ สัก 1 ปี เพื่อให้แผลจางลงเต็มที่ก่อนเข้ารับการรักษาจากแพทย์ การทายาแก้แผลเป็น (Topical products) วิธีนี้เป็นวิธีที่คนนิยมทำกันมากที่สุด เนื่องจากสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป วิธีการใช้ก็ง่ายและสะดวกเป็นอย่างมากต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยยาทาแผลเป็น หรือ ครีมลบรอยแผลเป็น ที่มีส่วนผสมของวิตามินอี จะสามารถช่วยทำให้เซลล์สามารถซ่อมแซมแผลได้อย่างสมบูรณ์

 

และไม่ว่าใครก็คงไม่อยากมีแผลเป็นเกิดขึ้นบนร่างกายให้รกหูรกตหรือทพให้เสียบุคลิกภาพกันทั้งนั้น แต่หากเลี่ยงให้มันเกิดขึ้นไม่ได้ คุณก็ควรทำให้แผลสะอาดอยู่เสมอและทำยังไงก็ได้ให้แผลสามารถหายได้เร็วที่สุด เพื่อลดอัตราที่จะเกิดแผลเป็นขึ้นนั่นเอง

 

หากต้องการอ่านเรื่องอื่นๆ เพิ่มเติม คลิกที่นี่

 

หรือ ที่นี่