korean
Blogging

คนต่างชาติมองคนเกาหลี

คนต่างชาติมองคนเกาหลี korean

จีนและญี่ปุ่นเป็นชนชาติที่เกี่ยวพันกับคนเกาหลี korean มานานนับตั้งแต่ครั้งก่อนคริสต์กาล ตลอดช่วงประวัติศาสตร์ในอดีตอันยาวนาน จะอ้างอยู่เสมอว่าดินแดนบนคาบสมุทรเกาหลีเป็นส่วนหนึ่งของจีน โดยเรียกว่า มลฑลโลลาง ซึ่งมีการเขียนแผนที่ผนวกดินแดนแห่งนี้ใว้ในแผนที่ของจีนในสมัยราชางศ์ฮั่น ราวปี 206 ก่อนคริสต์ศักราช- ค.ศ.184 ราชวงศ์หยวน (ราวปี ค.ศ. 1215-1367) และราชวงศ์ชิง (ราวปี ค.ศ. 1636-1911) ส่วนโชกุนฮิเดโขชิแห่งญี่ปุ่นได้ยกกองทัพบุกเกาหลี 2 ครั้งในปี ค.ศ. 1592 และ ค.ศ. 1597 แต่กระทำไม่สำเร็จ ต่อมาเมื่อญี่ปุ่นทำสงครามกับจีน (ค.ศ. 1894-1895) และกับรัสเซีย (ค.ศ. 1904)ญี่ปุ่นได้ส่งกองทหารเข้าไปในเกาหลีเพื่อใช้ป็นฐานที่มั่นในการโจมตีทั้งสองประเทศ  และในที่สุด ญี่ปุ่นก็ผนวกดินแดนบนคาบสมุทรแห่งนี้เป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1910 

คนจีนในอดีต มองคนเกาหลี korean เป็นอย่างไร

คนจีนในอดีตจะมองคนเกาหลีว่าเป็นคนป่าเถื่อน คนจีนโบราณจะเรียกชาวต่างชาติว่า “คนป่าเถื่อน” ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคนผิวสีเหลืองหรือคนผิวขาว ที่จะต้องสวามิภักดิ์ต่อจีนและส่งคนเข้าไปในประเทศจีนเพื่อเรียนรู้ศิลปวิทยาการ

 ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีชั้นสูงจากจีน ในขณะที่คนญี่ปุ่นจะมองคนเกาหลีว่าโง่เขลาและอ่อนแอ และต้องเป็นข้าทาสบริวารชาวอาทิตย์อุทัยสำหรับอิทธิพลของชาวตะวันตกกลุ่มแรกที่ข้ามาในเกาหลีนั้น คือพวกพ่อค้าชาวปอร์ตุเกสโดยนำเรือสินค้าเดินทางไปขังประเทศญี่ปุ่นในราวปี ค.ศ. 1543 และนำริสต์ศาสนาเข้าไปผขแพร่ในดินแดนซากุระ 

ต่อมา ได้ร่วมเดินทางพร้อมกับกองทัพของโชกุนฮิเดโยชิเข้าไปยังเกาหลีในปี ค.ศ. 1592 ส่วนชาวสเปนเป็นคนผิวขาวชาติที่สองเข้าไปในเกาหลีในช่วงปลายริสต์ศตวรรษที่ 16 และในปี ค.ศ. 1626 เรือของชาวฮอลันดาได้อับปางลงใกล้กับเกาะเชจู มีผู้รอดชีวิต 3 คน หนึ่งในจำนวนนี้มีชื่อว่า Jan Janse Weltevee ได้ถูกส่งไปยังราชสำนักที่กรุงโซล และเขาได้ช่วยเหลือเกาหลีสร้างอาวุธทันสมัยขึ้นต่อมา ชาวยุโรปต่างทะยอยเข้าไปยังเกาหลีเรื่อยมา ทำให้วัฒนธรรมของขาวตะวันตกมีเหนือความรู้สึกนึกคิดของคนเกาหลีบางกลุ่ม โดยหันไปยึดถือความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน 

จึงเกิดมีการตั้งกลุ่มที่เรียกว่า ชีรัค(Siak) หรือที่เรียกว่าความรู้ทางตะวันตก (western knowledge) เมื่อราวคริสต์สตวรรษที่ 17- 18 อย่างไรก็ตาม คนในราชสำนักส่วนใหญ่ของเกาหลีขังคงยึดมั่นในวัฒนธรรมตะวันออกและแสดงความไม่เป็นมิตรกับต่างชาติ อีกทั้งชอบอยู่อย่างโดดเดี่ยว ไม่คบค้าสมาคมกับทนชาติใดยกเว้นจีน

 จึงได้ออกกฎหมาขปกป้องการเข้ามาของต่างชาติ รวมทั้งสนับสนุนให้ประชาชนต่อต้นอิทธิพลของตะ วันตก จึงเกิดกระบวนการตงฮัก (Tonghak) ในปี ค.ศ. 1863 เพื่อท้ทายชนต่างชาติและวัฒนธรรมของพวกฝรั่ง ดังนั้น ความปั่นป่วนวุ่นวายทางการเมืองจึงเกิดขึ้นระหว่างกลุ่มนิยมตะวันตกที่ร่วมกับมหาอำนาจที่ต้องการมีอิทธิพลและผลประโยชน์เหนือเกาหลี กับกลุ่มต่อต้านต่างชาติ เหตุการณ์ได้พลิกผันและเกิดความรุนแรงอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา จนในที่สุดเกาหลีก็ตกเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นในกาลต่อมาแม้ว่าเกาหลีจะประกาศตนเป็นรัฐฤาษี (Hermit state) ที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับชาติใดก็ตามความเกี่ยวข้องกันระหว่างชนชาติตะวันตกและชาติอื่น ๆ  กับสังคมเกาหลีมีมาช้านานดังที่กล่าวแล้วข้างต้น ในที่นี้จะขอนำช้อคิดเห็นของชาวต่างชาติบางคนที่มี โอกาสเข้าไปในเกาหลีและได้เขียนบรรยายลักษณะอุปนิสัขประจำชาติของชาวเมืองโสมไว้ ดังนี้

ทัศนะของชาวอังกฤษ 

อิซาเบลล่า บิชอบ (Isabella Bishop) นักเขียนสตรีชาวอังกฤษได้ปลอมตัวเป็นชายเดินทางท่องเที่ยวไปในเกาหลี เมื่อปี ค.ศ. 1898 ได้เขียนพรรณนาเกี่ยวกับคนเกาหลีว่า “เป็นชนโง่เขลาและไร้การศึกษา ทำให้ไม่มีความหวังที่จะก้าวไปสู่อนาคตที่ดีได้… ทรัพย์สินของผู้คนส่วนใหญ่ถูกปสั้นแล้วนำไปบำรุงบำเรอความสุขของเหล่าข้ราชการและราชสำนักเกือบทั้งหมด… คนเกาหลีทั่วไปจะจงเกลียดจงชังคนจีนและคนญี่ปุ่นที่มีอิทธิพลเหนือเกาหลีและราชสำนักที่ครอบครองอำนาจสูงสุดของรัฐไว้ แต่ความเกลียดชังดังกล่าวไม่ได้ส่งผลใด ๆขึ้น ทั้งนี้เป็นเพราะขาวเกาหลีมีบุคลิกแบบง่าย ๆ เปราะบาง และชอบทำตามคำสั่ง”

 

หากต้องการอ่านเรื่องอื่นๆเพิ่มเติม คลิกที่นี่

หรือ ที่นี่